การเกิดภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงกระทันหันหรือยุคน้ำแข็งที่เลวร้าย
ซากสิ่งมีชีวิตที่พบใต้ชั้นน้ำแข็งยังไม่เน่าเปื่อยผุพัง ทำให้สกัดดีเอ็นเอบริสุทธิ์ได้ พบว่ามีอายุเก่าแก่ถึง 450,000 ปี และเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตในยุคปัจจุบัน ทีมสำรวจสันนิษฐานว่า ในอดีตธารน้ำแข็งกรีนแลนด์เคยถูกปกคลุมด้วยป่า ทั้งยังมีความหลากหลายทางชีวภาพด้วย โดยต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นพวกสนชนิดต่างๆ และเต็มไปด้วยแมลงหลากชนิด ทั้งผีเสื้อ แมงมุม เต่าทอง ด้วง เป็นต้น
ทั้งนี้ ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ทางตอนใต้ของกรีนแลนด์อยู่ในช่วง 450,000-900,000 ล้านปีก่อน และเป็นช่วงที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นในยุคนั้น หรือที่เรียกว่า ช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็ง (Interglacial Period) โดยอุณหภูมิขึ้นสูงสุด 10 องศาเซลเซียส ในฤดูร้อน และต่ำสุด -17 องศาเซลเซียส ในฤดูหนาว ต่อมาเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงและเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งเมื่อราว 450,000 ปีก่อน ความหนาวเย็นและธารน้ำแข็งก็เข้าปกคลุมพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าว สิ่งมีชีวิตต่างๆ จึงถูกฝังและแช่แข็งอยู่ใต้ธารน้ำแข็งโดยไม่เน่าเปื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบฟอสซิลอายุ 2.4 ล้านปี ทางตอนเหนือของกรีนแลนด์ และเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าสภาพพื้นที่ของกรีนแลนด์เมื่อ 2.4 ล้านปีที่แล้ว เคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน
นอกจากนี้ยังพบว่าช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย คือเมื่อ 116,000 – 130,000 ปีก่อน อุณหภูมิบริเวณธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ยังสูงกว่าในปัจจุบันถึง 5 องศาเซลเซียส แต่ธารน้ำแข็งที่หนา 1,000-1,500 เมตร กลับไม่หลอมละลายไปจนหมด ทั้งที่จากการวิจัย อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 3 องศาก็สามารถทำให้ธารน้ำแข็งหลอมเหลวได้แล้ว
“ชั้นน้ำแข็งที่เราขุดลึกกว่า 2 กม. ต่างจากกรีนแลนด์ที่เราเห็นในปัจจุบันมาก” ศาสตราจารย์เอสเก วิลเลอร์สเลฟ (Eske Willerslev) จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน (University of Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก หนึ่งในผู้ร่วมศึกษา กล่าวและเพิ่มเติมว่า ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์นี้มีเสถียรภาพมากกว่าที่คิดกันไว้เสียอีก
จากการศึกษานี้ ทำให้นักวิจัยทราบว่าปรากฏการณ์โลกร้อนเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ทั้งยังร้อนกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเสียอีก แต่ธารน้ำแข็งก็ยังคงตัวอยู่ได้ ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายลงรวดเร็วกว่าเมื่อครั้งอดีต โดยปี 2539 ละลายไป 100 ลูกบาศก์เมตร และเพิ่มขึ้นเป็น 220 ลูกบาศก์เมตรในปี 2548 หากธารน้ำแข็งละลายจนหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 7 เมตร แต่ที่เกิดขึ้นคือ เมื่อธารน้ำแข็งบริเวณหนึ่งละลายจนบางลง จะพบบริเวณอื่นหนาขึ้นมาแทน
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งทีมวิจัยทางฝั่งยุโรปที่ดำเนินโครงการอีพีไอซีเอ (EPICA : European Project for Ice Coring in Antarctica) เพื่อสำรวจใจกลางชั้นน้ำแข็ง โดยพวกเขาได้ขุดธารน้ำแข็งบริเวณทิศตะวันออกของแอนตาร์กติกาลึกลงไปถึง 3,260 เมตร และศึกษาฟองอากาศของดิวเทอเรียม (ไอโซโทปของไฮโดรเจน) ที่ถูกกักอยู่ในชั้นน้ำแข็งมาเป็นเวลายาวนาน พบว่า บริเวณนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในช่วงกว้างตลอด 800,000 ปีที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิสูงสุด 15 องศาเซลเซียส และในช่วงปลายยุคน้ำแข็งซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อ 11,000 ปีก่อน อุณหภูมิต่ำกว่าปัจจุบันถึง 10 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกในอดีต พบว่ายุคน้ำแข็งเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ซึ่งเมื่อยุคน้ำแข็งสิ้นสุดลง อุณหภูมิโลกก็จะค่อยสูงขึ้น อากาศอบอุ่นขึ้น ที่เรียกว่า ช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็ง โดยจะกินเวลานานนับหมื่นหรือแสนปีก่อนที่จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้ง และติดตามมาด้วยช่วงอบอุ่นที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าภาวะโลกร้อนที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่นี้อาจจะเป็นช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็งที่หมุนเวียนกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ในอดีตไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากมายเช่นในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ทางตอนใต้ของกรีนแลนด์อยู่ในช่วง 450,000-900,000 ล้านปีก่อน และเป็นช่วงที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นในยุคนั้น หรือที่เรียกว่า ช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็ง (Interglacial Period) โดยอุณหภูมิขึ้นสูงสุด 10 องศาเซลเซียส ในฤดูร้อน และต่ำสุด -17 องศาเซลเซียส ในฤดูหนาว ต่อมาเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงและเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งเมื่อราว 450,000 ปีก่อน ความหนาวเย็นและธารน้ำแข็งก็เข้าปกคลุมพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าว สิ่งมีชีวิตต่างๆ จึงถูกฝังและแช่แข็งอยู่ใต้ธารน้ำแข็งโดยไม่เน่าเปื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบฟอสซิลอายุ 2.4 ล้านปี ทางตอนเหนือของกรีนแลนด์ และเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าสภาพพื้นที่ของกรีนแลนด์เมื่อ 2.4 ล้านปีที่แล้ว เคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน
นอกจากนี้ยังพบว่าช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย คือเมื่อ 116,000 – 130,000 ปีก่อน อุณหภูมิบริเวณธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ยังสูงกว่าในปัจจุบันถึง 5 องศาเซลเซียส แต่ธารน้ำแข็งที่หนา 1,000-1,500 เมตร กลับไม่หลอมละลายไปจนหมด ทั้งที่จากการวิจัย อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 3 องศาก็สามารถทำให้ธารน้ำแข็งหลอมเหลวได้แล้ว
“ชั้นน้ำแข็งที่เราขุดลึกกว่า 2 กม. ต่างจากกรีนแลนด์ที่เราเห็นในปัจจุบันมาก” ศาสตราจารย์เอสเก วิลเลอร์สเลฟ (Eske Willerslev) จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน (University of Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก หนึ่งในผู้ร่วมศึกษา กล่าวและเพิ่มเติมว่า ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์นี้มีเสถียรภาพมากกว่าที่คิดกันไว้เสียอีก
จากการศึกษานี้ ทำให้นักวิจัยทราบว่าปรากฏการณ์โลกร้อนเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ทั้งยังร้อนกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเสียอีก แต่ธารน้ำแข็งก็ยังคงตัวอยู่ได้ ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายลงรวดเร็วกว่าเมื่อครั้งอดีต โดยปี 2539 ละลายไป 100 ลูกบาศก์เมตร และเพิ่มขึ้นเป็น 220 ลูกบาศก์เมตรในปี 2548 หากธารน้ำแข็งละลายจนหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 7 เมตร แต่ที่เกิดขึ้นคือ เมื่อธารน้ำแข็งบริเวณหนึ่งละลายจนบางลง จะพบบริเวณอื่นหนาขึ้นมาแทน
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งทีมวิจัยทางฝั่งยุโรปที่ดำเนินโครงการอีพีไอซีเอ (EPICA : European Project for Ice Coring in Antarctica) เพื่อสำรวจใจกลางชั้นน้ำแข็ง โดยพวกเขาได้ขุดธารน้ำแข็งบริเวณทิศตะวันออกของแอนตาร์กติกาลึกลงไปถึง 3,260 เมตร และศึกษาฟองอากาศของดิวเทอเรียม (ไอโซโทปของไฮโดรเจน) ที่ถูกกักอยู่ในชั้นน้ำแข็งมาเป็นเวลายาวนาน พบว่า บริเวณนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในช่วงกว้างตลอด 800,000 ปีที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิสูงสุด 15 องศาเซลเซียส และในช่วงปลายยุคน้ำแข็งซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อ 11,000 ปีก่อน อุณหภูมิต่ำกว่าปัจจุบันถึง 10 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกในอดีต พบว่ายุคน้ำแข็งเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ซึ่งเมื่อยุคน้ำแข็งสิ้นสุดลง อุณหภูมิโลกก็จะค่อยสูงขึ้น อากาศอบอุ่นขึ้น ที่เรียกว่า ช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็ง โดยจะกินเวลานานนับหมื่นหรือแสนปีก่อนที่จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้ง และติดตามมาด้วยช่วงอบอุ่นที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าภาวะโลกร้อนที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่นี้อาจจะเป็นช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็งที่หมุนเวียนกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ในอดีตไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากมายเช่นในปัจจุบัน
การศึกษาสภาพภูมิอากาศในอดีต ทำให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมารวมทั้งพืชพรรณในอดีต เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศในอนาคตสภาพภูมิอากาศในอดีตทิ้งร่องรอยให้สืบค้นในสภาพของวงปีของต้นไม้ละอองเรณูที่สะสมในตะกอนดินฟองอากาศในก้อนน้ำแข็งในทวีปแอนอาร์กติก ชั้นปะการัง และซากดึกดำบรรพ์(Fossil) ผลจากการศึกษาต่างๆ พบว่าในอดีตโลกเคยตกอยู่ภายใต้น้ำแข็งหลายครั้ง ช่วงยุคควอเทอร์นารี (1.8 ล้านปี-ปัจจุบัน) โลกมีสภาวะช่วงที่เป็นน้ำแข็งสลับกับช่วงที่แห้งแล้งโดยมีวงรอบของการเกิดยุคน้ำแข็งประมาณ 100,000 ปี
สาเหตุมาจากการเคลื่อนที่ของโลกตามวงโคจรซึ่งไม่เป็นวงกลม รวมทั้งมีการเอียงเทและการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแกนการหมุนของโลกด้วย
หลักฐานซากดึกดำบรรพ์จำพวกเปลือกหอยและซากพืชป่าชายเลน ยืนยันได้ว่าในอดีตเคยมีน้ำทะเลรุกล้ำเข้ามาในที่ราบลุ่มภาคกลาง และบริเวณที่ราบริมชายฝั่งทะเลภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย เนื่องจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ในสมัยไพลสโตซีน บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางน้ำทะเลเข้าไปไกลถึงจังหวัดอุทัยธานี หลังจากนั้นน้ำทะเลก็ถอยร่นออกไปในช่วงระหว่าง 4,500 ถึง 14,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นเวลาเดียวกับช่วงยุคน้ำแข็ง หลังจากนั้นน้ำทะเลก็คืบล้ำเข้ามาอีกครั้ง ในช่วงเริ่มต้นของยุคโฮโลซีน หรือประมาณ 11,000 ปีล่วงมาแล้ว ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 0.16-26 มม./ปี คราวนี้รุกเข้ามาได้ไกลสุดเพียงประมาณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งน้ำทะเลขึ้นสูงสุดเมื่อประมาณ 6,000-7,000 ปีก่อน ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลปัจจุบันอยู่ประมาณ 4 เมตร หลังจากนั้นระดับน้ำก็ขึ้นๆ ลงๆ อยู่จนกระทั่ง 1,500 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลก็ลดลงมาอยู่เท่ากับระดับน้ำทะเลปัจจุบัน มีผลทำให้แผ่นดินงอกออกไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแผ่นดินที่เรียกว่า ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด
สำรวจชั้นน้ำแข็งกรีนแลนด์ พบดีเอ็นเอเก่าแก่ที่สุดในโลก ชี้บริเวณนั้นเคยปกคลุมด้วยผืนป่ามาก่อน นักวิจัยยันภาวะโลกร้อนเคยมีมาแล้วเมื่อหลายแสนปีก่อน แถมอุณหภูมิยังสูงกว่าปัจจุบันถึง 5 องศาเซลเซียส แต่ธารน้ำแข็งกลับไม่สะท้าน
ทีมนักวิทยาศาสตร์ออกสำรวจ และเก็บตัวอย่างชั้นน้ำแข็งทางตอนใต้ของเกาะกรีนแลนด์ พบใต้ชั้นน้ำแข็งลึกกว่า 2 กม. เต็มไปด้วยซากสิ่งมีชีวิตถูกฝังมายาวนาน บ่งชี้ว่าบริเวณดังกล่าวเคยเป็นป่าเขียวชอุ่มก่อนที่จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ทั้งยังมีอุณหภูมิสูงกว่าในปัจจุบันถึง 5 องศาเซลเซียส หรือเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงโลกร้อน ดังเช่นสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยได้ตีพิมพ์รายงานลงในวารสารไซน์ (Science) และหวังใช้เป็นแนวทางสำหรับศึกษาสิ่งที่อยู่ภายใต้ชั้นน้ำแข็งบริเวณอื่นๆ ทั่วโลกต่อไป
"การศึกษาตัวอย่างดีเอ็นเอที่ได้มาจากซากสิ่งมีชีวิตใต้ชั้นน้ำแข็ง ทำให้เราสามารถจำลองสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นเมื่อครั้งอดีตได้แม่นยำมากขึ้น" มาร์ติน ชาร์ป (Martin Sharp) ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็ง จากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา (University of Alberta) แคนาดา เปิดเผย
สาเหตุมาจากการเคลื่อนที่ของโลกตามวงโคจรซึ่งไม่เป็นวงกลม รวมทั้งมีการเอียงเทและการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแกนการหมุนของโลกด้วย
หลักฐานซากดึกดำบรรพ์จำพวกเปลือกหอยและซากพืชป่าชายเลน ยืนยันได้ว่าในอดีตเคยมีน้ำทะเลรุกล้ำเข้ามาในที่ราบลุ่มภาคกลาง และบริเวณที่ราบริมชายฝั่งทะเลภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย เนื่องจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ในสมัยไพลสโตซีน บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางน้ำทะเลเข้าไปไกลถึงจังหวัดอุทัยธานี หลังจากนั้นน้ำทะเลก็ถอยร่นออกไปในช่วงระหว่าง 4,500 ถึง 14,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นเวลาเดียวกับช่วงยุคน้ำแข็ง หลังจากนั้นน้ำทะเลก็คืบล้ำเข้ามาอีกครั้ง ในช่วงเริ่มต้นของยุคโฮโลซีน หรือประมาณ 11,000 ปีล่วงมาแล้ว ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 0.16-26 มม./ปี คราวนี้รุกเข้ามาได้ไกลสุดเพียงประมาณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งน้ำทะเลขึ้นสูงสุดเมื่อประมาณ 6,000-7,000 ปีก่อน ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลปัจจุบันอยู่ประมาณ 4 เมตร หลังจากนั้นระดับน้ำก็ขึ้นๆ ลงๆ อยู่จนกระทั่ง 1,500 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลก็ลดลงมาอยู่เท่ากับระดับน้ำทะเลปัจจุบัน มีผลทำให้แผ่นดินงอกออกไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแผ่นดินที่เรียกว่า ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด
สำรวจชั้นน้ำแข็งกรีนแลนด์ พบดีเอ็นเอเก่าแก่ที่สุดในโลก ชี้บริเวณนั้นเคยปกคลุมด้วยผืนป่ามาก่อน นักวิจัยยันภาวะโลกร้อนเคยมีมาแล้วเมื่อหลายแสนปีก่อน แถมอุณหภูมิยังสูงกว่าปัจจุบันถึง 5 องศาเซลเซียส แต่ธารน้ำแข็งกลับไม่สะท้าน
ทีมนักวิทยาศาสตร์ออกสำรวจ และเก็บตัวอย่างชั้นน้ำแข็งทางตอนใต้ของเกาะกรีนแลนด์ พบใต้ชั้นน้ำแข็งลึกกว่า 2 กม. เต็มไปด้วยซากสิ่งมีชีวิตถูกฝังมายาวนาน บ่งชี้ว่าบริเวณดังกล่าวเคยเป็นป่าเขียวชอุ่มก่อนที่จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ทั้งยังมีอุณหภูมิสูงกว่าในปัจจุบันถึง 5 องศาเซลเซียส หรือเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงโลกร้อน ดังเช่นสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยได้ตีพิมพ์รายงานลงในวารสารไซน์ (Science) และหวังใช้เป็นแนวทางสำหรับศึกษาสิ่งที่อยู่ภายใต้ชั้นน้ำแข็งบริเวณอื่นๆ ทั่วโลกต่อไป
"การศึกษาตัวอย่างดีเอ็นเอที่ได้มาจากซากสิ่งมีชีวิตใต้ชั้นน้ำแข็ง ทำให้เราสามารถจำลองสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นเมื่อครั้งอดีตได้แม่นยำมากขึ้น" มาร์ติน ชาร์ป (Martin Sharp) ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็ง จากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา (University of Alberta) แคนาดา เปิดเผย
ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน
แม้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเป็นทอด ๆ และจะมีผลกระทบกับโลกในที่สุด ขณะนี้ผลกระทบดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การละลายของน้ำแข็งทั่วโลก ทั้งที่เป็นธารน้ำแข็ง (glaciers) แหล่งน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก และในกรีนแลนด์ซึ่งจัดว่าเป็นแหล่งน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก น้ำแข็งที่ละลายนี้จะไปเพิ่มปริมาณน้ำในมหาสมุทร เมื่อประกอบกับอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำสูงขึ้น น้ำก็จะมีการขยายตัวร่วมด้วย ทำให้ปริมาณน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมาก ส่งผลให้เมืองสำคัญ ๆ ที่อยู่ริมมหาสมุทรตกอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลทันที
มีการคาดการณ์ว่า หากน้ำแข็งดังกล่าวละลายหมด จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 6-8 เมตรทีเดียว
ผลกระทบที่เริ่มเห็นได้อีกประการหนึ่งคือ การเกิดพายุหมุนที่มีความถี่มากขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย ดังเราจะเห็นได้จากข่าวพายุเฮอริเคนที่พัดเข้าถล่มสหรัฐหลายลูกในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แต่ละลูกก็สร้างความเสียหายในระดับหายนะทั้งสิ้น สาเหตุอาจอธิบายได้ในแง่พลังงาน กล่าวคือ เมื่อมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้น พลังงานที่พายุได้รับก็มากขึ้นไปด้วย ส่งผลให้พายุมีความรุนแรงกว่าที่เคย
นอกจากนั้น สภาวะโลกร้อนยังส่งผลให้บางบริเวณในโลกประสบกับสภาวะแห้งแล้งอย่างอย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่น ขณะนี้ได้เกิดสภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอีกเนื่องจากต้นไม้ในป่าที่เคยทำหน้าที่ดูดกลืนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ล้มตายลงเนื่องจากขาดน้ำ นอกจากจะไม่ดูดกลืนแก๊สต่อไปแล้ว ยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากกระบวนการย่อยสลายด้วย และยังมีสัญญาณเตือนจากภัยธรรมชาติอื่น ๆ อีกมา ซึ่งหากเราสังเกตดี ๆ จะพบว่าเป็นผลจากสภาวะนี้ไม่น้อย
ที่มา http://www.l3nr.org/posts/322010



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น