วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปลูกป่าลดโลกร้อน







วันนี้พวกผมกลุมวุดวอกเกอร์และเพื่อนๆได้ไปปลูกป่าที่วัดท่าโขลงจังหวัดราชบุรี เพื่อลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกเนื่องจากทุกวันนี้โลกเราได้เสื่อมเสียมากเนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมและคนได้ตัดต้นไม้บุกป่าพวกเราจึงได้ไปเพิ่มต้นไม้เพื่่อให้โลกของเรากลับมาดีอีกครั้ง














วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โลกร้อนตัวกระตุ้นอีโบลาระบาด

นักวิทยาศาสตร์เตือนภาวะโลกร้อน อาจเป็นสาเหตุให้การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา มีความถี่มากขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ ออกมาเตือนว่า ภาวะโลกร้อน อาจเป็นสาเหตุให้การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา มีความถี่มากขึ้น หลังจากโรคร้ายนี้ ระบาดอย่างหนักระลอกล่าสุด ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนมีผู้ติดเชื้อแล้วเกือบ 2,000 คน และคร่าชีวิตไปแล้วกว่า 1,000 ราย
ขณะนี้ 4 ชาติในแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน กินีบิสเซา ไนจีเรีย ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก ยอมรับว่า ประเมินการระบาดของไวรัสนี้ต่ำเกินไป
นักวิทยาศาสตร์ต่างสงสัยถึงสาเหตุที่ทำให้การแพร่ระบาดครั้งนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่บางคนก็มองว่า สาเหตุน่าจะเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศโลก เนื่องจากพบว่าจะเกิดการระบาดทุกครั้ง เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
วิลเลียม คาเรช จากอีโคเฮลธ์ อัลลิแอนซ์ องค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อม บอกว่า จำนวนลูกค้างคาวจะสัมพันธ์กับปีที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าหากปีถัดมา เกิดความแห้งแล้งอย่างหนัก ผลไม้ที่น้อยลง มีปริมาณไม่เพียงพอต่อจำนวนค้างคาวที่เพิ่มมากขึ้น พวกมันจึงออกหาอาหารที่อื่น ซึ่งหมายความว่าไวรัสอีโบลาจะแพร่ตามไปด้วย
ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนขององค์การอนามัยโลก ย้อนหลังไป 50 ปี พบว่า อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 0.18 องศาเซลเซียสในแต่ละทศวรรษ ซึ่งเป็นสาเหตุให้รูปแบบของฝนตกเปลี่ยนไป และยิ่งทำให้สภาพอากาศแปรปรวนถี่ และรุนแรงมากกว่าเดิม
เมลิสซา ลีช จากมหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ ในอังกฤษ บอกว่า จำนวนประชากรมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ไวรัสอีโบลาระบาดอย่างรุนแรง เนื่องจากต้องรุกที่ป่า เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทางการเกษตร จึงมีโอกาสสัมผัสกับค้างคาวที่เป็นพาหะของโรคมากขึ้นเช่นกัน
คาเรช บอกอีกว่า ถ้าหากสภาพภูมิอากาศโลก เป็นส่วนสำคัญในการระบาดของไวรัสอีโบลา โรคติดต่อร้ายแรงอื่น ที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ อย่างเช่น โรคไข้เลือดออก โรคมาลาเรีย และโรคอุบัติใหม่ อย่าง โรคไลม์ ก็อาจระบาดหนักด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก ยังออกคำเตือนว่า โรคติดต่ออื่น อาจระบาดและมีความรุนแรงมากขึ้น โดยสาเหตุส่วนหนึ่งจากสภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนไป
ตัวอย่างที่ชัดเจนของเรื่องนี้คือ เกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออกทางใต้ของรัฐเท็กซัส ในปี 2548 ซึ่งปกติแล้ว จะเกิดโรคดังกล่าวเฉพาะในเขตร้อนเท่านั้น
คาเรช เสริมว่า การเดินทางข้ามประเทศที่แพร่หลายและสะดวกสบายมากขึ้น อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ไวรัสอีโบลาระบาดอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น สนามบินและศูนย์กลางการขนส่งระหว่างประเทศทั่วโลก ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านสาธารณสุขมากขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ทั้งแหล่งระบาดประจำ และในพื้นที่ที่ไม่เคยพบการระบาดมาก่อน

ที่มา  http://www.bangkokbiznews.com/mobile/xhtml/news/detail/00/599390/


โลกร้อน ผลกระทบ การเกิดยุคน้ำแข็งสัตว์แข็งตายทันที

การเกิดภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงกระทันหันหรือยุคน้ำแข็งที่เลวร้าย
ซากสิ่งมีชีวิตที่พบใต้ชั้นน้ำแข็งยังไม่เน่าเปื่อยผุพัง ทำให้สกัดดีเอ็นเอบริสุทธิ์ได้ พบว่ามีอายุเก่าแก่ถึง 450,000 ปี และเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตในยุคปัจจุบัน ทีมสำรวจสันนิษฐานว่า ในอดีตธารน้ำแข็งกรีนแลนด์เคยถูกปกคลุมด้วยป่า ทั้งยังมีความหลากหลายทางชีวภาพด้วย โดยต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นพวกสนชนิดต่างๆ และเต็มไปด้วยแมลงหลากชนิด ทั้งผีเสื้อ แมงมุม เต่าทอง ด้วง เป็นต้น 
ทั้งนี้ ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ทางตอนใต้ของกรีนแลนด์อยู่ในช่วง 450,000-900,000 ล้านปีก่อน และเป็นช่วงที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นในยุคนั้น หรือที่เรียกว่า ช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็ง (Interglacial Period) โดยอุณหภูมิขึ้นสูงสุด 10 องศาเซลเซียส ในฤดูร้อน และต่ำสุด -17 องศาเซลเซียส ในฤดูหนาว ต่อมาเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงและเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งเมื่อราว 450,000 ปีก่อน ความหนาวเย็นและธารน้ำแข็งก็เข้าปกคลุมพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าว สิ่งมีชีวิตต่างๆ จึงถูกฝังและแช่แข็งอยู่ใต้ธารน้ำแข็งโดยไม่เน่าเปื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 


ก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบฟอสซิลอายุ 2.4 ล้านปี ทางตอนเหนือของกรีนแลนด์ และเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าสภาพพื้นที่ของกรีนแลนด์เมื่อ 2.4 ล้านปีที่แล้ว เคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน 
นอกจากนี้ยังพบว่าช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย คือเมื่อ 116,000 – 130,000 ปีก่อน อุณหภูมิบริเวณธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ยังสูงกว่าในปัจจุบันถึง 5 องศาเซลเซียส แต่ธารน้ำแข็งที่หนา 1,000-1,500 เมตร กลับไม่หลอมละลายไปจนหมด ทั้งที่จากการวิจัย อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 3 องศาก็สามารถทำให้ธารน้ำแข็งหลอมเหลวได้แล้ว 

“ชั้นน้ำแข็งที่เราขุดลึกกว่า 2 กม. ต่างจากกรีนแลนด์ที่เราเห็นในปัจจุบันมาก” ศาสตราจารย์เอสเก วิลเลอร์สเลฟ (Eske Willerslev) จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน (University of Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก หนึ่งในผู้ร่วมศึกษา กล่าวและเพิ่มเติมว่า ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์นี้มีเสถียรภาพมากกว่าที่คิดกันไว้เสียอีก 

จากการศึกษานี้ ทำให้นักวิจัยทราบว่าปรากฏการณ์โลกร้อนเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ทั้งยังร้อนกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเสียอีก แต่ธารน้ำแข็งก็ยังคงตัวอยู่ได้ ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายลงรวดเร็วกว่าเมื่อครั้งอดีต โดยปี 2539 ละลายไป 100 ลูกบาศก์เมตร และเพิ่มขึ้นเป็น 220 ลูกบาศก์เมตรในปี 2548 หากธารน้ำแข็งละลายจนหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 7 เมตร แต่ที่เกิดขึ้นคือ เมื่อธารน้ำแข็งบริเวณหนึ่งละลายจนบางลง จะพบบริเวณอื่นหนาขึ้นมาแทน 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งทีมวิจัยทางฝั่งยุโรปที่ดำเนินโครงการอีพีไอซีเอ (EPICA : European Project for Ice Coring in Antarctica) เพื่อสำรวจใจกลางชั้นน้ำแข็ง โดยพวกเขาได้ขุดธารน้ำแข็งบริเวณทิศตะวันออกของแอนตาร์กติกาลึกลงไปถึง 3,260 เมตร และศึกษาฟองอากาศของดิวเทอเรียม (ไอโซโทปของไฮโดรเจน) ที่ถูกกักอยู่ในชั้นน้ำแข็งมาเป็นเวลายาวนาน พบว่า บริเวณนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในช่วงกว้างตลอด 800,000 ปีที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิสูงสุด 15 องศาเซลเซียส และในช่วงปลายยุคน้ำแข็งซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อ 11,000 ปีก่อน อุณหภูมิต่ำกว่าปัจจุบันถึง 10 องศาเซลเซียส 

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกในอดีต พบว่ายุคน้ำแข็งเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ซึ่งเมื่อยุคน้ำแข็งสิ้นสุดลง อุณหภูมิโลกก็จะค่อยสูงขึ้น อากาศอบอุ่นขึ้น ที่เรียกว่า ช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็ง โดยจะกินเวลานานนับหมื่นหรือแสนปีก่อนที่จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้ง และติดตามมาด้วยช่วงอบอุ่นที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าภาวะโลกร้อนที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่นี้อาจจะเป็นช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็งที่หมุนเวียนกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ในอดีตไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากมายเช่นในปัจจุบัน

การศึกษาสภาพภูมิอากาศในอดีต ทำให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมารวมทั้งพืชพรรณในอดีต เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศในอนาคตสภาพภูมิอากาศในอดีตทิ้งร่องรอยให้สืบค้นในสภาพของวงปีของต้นไม้ละอองเรณูที่สะสมในตะกอนดินฟองอากาศในก้อนน้ำแข็งในทวีปแอนอาร์กติก ชั้นปะการัง และซากดึกดำบรรพ์(Fossil) ผลจากการศึกษาต่างๆ พบว่าในอดีตโลกเคยตกอยู่ภายใต้น้ำแข็งหลายครั้ง ช่วงยุคควอเทอร์นารี (1.8 ล้านปี-ปัจจุบัน) โลกมีสภาวะช่วงที่เป็นน้ำแข็งสลับกับช่วงที่แห้งแล้งโดยมีวงรอบของการเกิดยุคน้ำแข็งประมาณ 100,000 ปี 

สาเหตุมาจากการเคลื่อนที่ของโลกตามวงโคจรซึ่งไม่เป็นวงกลม รวมทั้งมีการเอียงเทและการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแกนการหมุนของโลกด้วย 
หลักฐานซากดึกดำบรรพ์จำพวกเปลือกหอยและซากพืชป่าชายเลน ยืนยันได้ว่าในอดีตเคยมีน้ำทะเลรุกล้ำเข้ามาในที่ราบลุ่มภาคกลาง และบริเวณที่ราบริมชายฝั่งทะเลภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย เนื่องจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ในสมัยไพลสโตซีน บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางน้ำทะเลเข้าไปไกลถึงจังหวัดอุทัยธานี หลังจากนั้นน้ำทะเลก็ถอยร่นออกไปในช่วงระหว่าง 4,500 ถึง 14,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นเวลาเดียวกับช่วงยุคน้ำแข็ง หลังจากนั้นน้ำทะเลก็คืบล้ำเข้ามาอีกครั้ง ในช่วงเริ่มต้นของยุคโฮโลซีน หรือประมาณ 11,000 ปีล่วงมาแล้ว ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 0.16-26 มม./ปี คราวนี้รุกเข้ามาได้ไกลสุดเพียงประมาณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งน้ำทะเลขึ้นสูงสุดเมื่อประมาณ 6,000-7,000 ปีก่อน ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลปัจจุบันอยู่ประมาณ 4 เมตร หลังจากนั้นระดับน้ำก็ขึ้นๆ ลงๆ อยู่จนกระทั่ง 1,500 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลก็ลดลงมาอยู่เท่ากับระดับน้ำทะเลปัจจุบัน มีผลทำให้แผ่นดินงอกออกไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแผ่นดินที่เรียกว่า ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด 

สำรวจชั้นน้ำแข็งกรีนแลนด์ พบดีเอ็นเอเก่าแก่ที่สุดในโลก ชี้บริเวณนั้นเคยปกคลุมด้วยผืนป่ามาก่อน นักวิจัยยันภาวะโลกร้อนเคยมีมาแล้วเมื่อหลายแสนปีก่อน แถมอุณหภูมิยังสูงกว่าปัจจุบันถึง 5 องศาเซลเซียส แต่ธารน้ำแข็งกลับไม่สะท้าน 
ทีมนักวิทยาศาสตร์ออกสำรวจ และเก็บตัวอย่างชั้นน้ำแข็งทางตอนใต้ของเกาะกรีนแลนด์ พบใต้ชั้นน้ำแข็งลึกกว่า 2 กม. เต็มไปด้วยซากสิ่งมีชีวิตถูกฝังมายาวนาน บ่งชี้ว่าบริเวณดังกล่าวเคยเป็นป่าเขียวชอุ่มก่อนที่จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ทั้งยังมีอุณหภูมิสูงกว่าในปัจจุบันถึง 5 องศาเซลเซียส หรือเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงโลกร้อน ดังเช่นสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยได้ตีพิมพ์รายงานลงในวารสารไซน์ (Science) และหวังใช้เป็นแนวทางสำหรับศึกษาสิ่งที่อยู่ภายใต้ชั้นน้ำแข็งบริเวณอื่นๆ ทั่วโลกต่อไป 
"การศึกษาตัวอย่างดีเอ็นเอที่ได้มาจากซากสิ่งมีชีวิตใต้ชั้นน้ำแข็ง ทำให้เราสามารถจำลองสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นเมื่อครั้งอดีตได้แม่นยำมากขึ้น" มาร์ติน ชาร์ป (Martin Sharp) ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็ง จากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา (University of Alberta) แคนาดา เปิดเผย

ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน 
แม้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเป็นทอด ๆ และจะมีผลกระทบกับโลกในที่สุด ขณะนี้ผลกระทบดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การละลายของน้ำแข็งทั่วโลก ทั้งที่เป็นธารน้ำแข็ง (glaciers) แหล่งน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก และในกรีนแลนด์ซึ่งจัดว่าเป็นแหล่งน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก น้ำแข็งที่ละลายนี้จะไปเพิ่มปริมาณน้ำในมหาสมุทร เมื่อประกอบกับอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำสูงขึ้น น้ำก็จะมีการขยายตัวร่วมด้วย ทำให้ปริมาณน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมาก ส่งผลให้เมืองสำคัญ ๆ ที่อยู่ริมมหาสมุทรตกอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลทันที 

มีการคาดการณ์ว่า หากน้ำแข็งดังกล่าวละลายหมด จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 6-8 เมตรทีเดียว 

ผลกระทบที่เริ่มเห็นได้อีกประการหนึ่งคือ การเกิดพายุหมุนที่มีความถี่มากขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย ดังเราจะเห็นได้จากข่าวพายุเฮอริเคนที่พัดเข้าถล่มสหรัฐหลายลูกในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แต่ละลูกก็สร้างความเสียหายในระดับหายนะทั้งสิ้น สาเหตุอาจอธิบายได้ในแง่พลังงาน กล่าวคือ เมื่อมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้น พลังงานที่พายุได้รับก็มากขึ้นไปด้วย ส่งผลให้พายุมีความรุนแรงกว่าที่เคย 

นอกจากนั้น สภาวะโลกร้อนยังส่งผลให้บางบริเวณในโลกประสบกับสภาวะแห้งแล้งอย่างอย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่น ขณะนี้ได้เกิดสภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอีกเนื่องจากต้นไม้ในป่าที่เคยทำหน้าที่ดูดกลืนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ล้มตายลงเนื่องจากขาดน้ำ นอกจากจะไม่ดูดกลืนแก๊สต่อไปแล้ว ยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากกระบวนการย่อยสลายด้วย และยังมีสัญญาณเตือนจากภัยธรรมชาติอื่น ๆ อีกมา ซึ่งหากเราสังเกตดี ๆ จะพบว่าเป็นผลจากสภาวะนี้ไม่น้อย 



ที่มา   http://www.l3nr.org/posts/322010


งานศิลปะจากขยะ สะท้อนพฤติกรรมการบริโภคที่ก่อให้เกิดของเสียจากมนุษย์


ช่างภาพชาวแคลิฟอร์เนีย กระตุ้นเตือนจิตสำนึกผ่านงานศิลปะที่แสดงให้ถึงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดขยะภายในบ้าน 
“Gregg Segal” ได้ใช้ความพยายามในการตัดต่อภาพครอบครัว ผู้คน ที่ดำรงใช้ชีวิตอยู่บนกองขยะ ที่พวกเขาเป็นผู้สร้างขึ้นในแต่ละสัปดาห์ โดยแยกตามความน่าจะเป็นของคนแต่ละรุ่น แต่ละวัยในการบริโภคสิ่งต่างๆ จนกลายเป็นที่มาของขยะเหลือทิ้ง 

อีกทั้งงานศิลปะจากขยะนี้ ยังแสดงให้เห็นคนในหลายระดับที่สามารถก่อให้เกิดปัญหาขยะได้เท่าเทียมกัน อีกทั้งศิลปินยังกล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่มักใช้จ่ายเพื่อให้ภาพลักษณ์ตนเองนั้นออกมาดูดี แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือที่มาของขยะที่ปรนเปรอจนเกินใช้ 

ที่มา www.treehugger.com